มิถุนายน 13, 2024

www.thainewsbiz.com

ครบธุรกิจ บันเทิง ท่องเที่ยว แลไลฟ์สไตล์

เราทานอาหารอินเดียที่นี่รสชาติเหมือนนั่งอยู่ในประเทศอินเดียที่ร้าน(จาโรก้า) Jharokha by Indus อยู่ชั้น 2 ในโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

ร้าน(จาโรก้า) Jharokha by Indus อยู่ชั้น 2 ในโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

ถ้าจะให้พูดถึงอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน ถึงเครื่องเทศมีกลิ่นหอม เราคงต้องยกให้ อาหารอินเดีย เค้าจริงๆค่ะ เพราะออาหารอินเดียมีเครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ครั้งนี้เราก็เลยจะเอาอาหารอินเดียที่แบบคนอินเดียชั้นสูงเขาทานกันมาฝาก 10  เมนูอาหารอินเดีย แนะนำ ที่อยากให้คนไทยได้ลองชิมค่ะ ซึ่งเป็นเมนูที่อร่อยถูกปากคนไทยแน่นอน หากใครเป็นมือใหม่ในการทานอาหารอินเดีย แนะนำให้เริ่มจากเมนูในลิสต์ด้านล่างนี้ได้สบายๆ รับรองว่าเมื่อได้ก้าวเข้าสู่วงการนี้แล้ว จะติดใจในรสชาติเครื่องเทศสไตล์อินเดีย จนต้องหาทานบ่อยๆ กันเลยล่ะค่า

Jharokha by Indus เปิดหน้าต่างโลกอาหารอินเดียในบรรยากาศเมืองราชสถาน นี่คือร้านใหม่ ที่เข้าขั้นร้านอาหารอินเดียที่คนกรุงเทพฯ ชื่นชอบ ยิ่งแตกแบรนด์มาสู่ Jharokha by Indus บนชั้น 2 ของตึก Erawan Bangkok ยิ่งทำให้เข้าถึงแฟนคลับมากขึ้นอีก

JHAROKHA ตั้งอยู่ชั้น2 ในตึกเอราวัณ แบงค็อก เมื่อเดินเข้ามาทุกคนจะพบกับโซนค็อกเทลบาร์เป็นอันดับแรก รอบๆห้องนี้ เจ้าของร้านบอกเราว่า ตกแต่งโดยได้แรงบันดาลใจมาจากกีฬาโปโล ซึ่งเป็นกีฬาโปรดของเจ้าของร้าน ส่วนโต๊ะอาหารจะอยู่ด้านใน พร้อมกับครัวแบบกึ่งเปิด

เจ้าร้านของบอกว่าแนวคิดและแรงบันดาลใจ – การออกแบบอาหารและเมนู
เชาได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศ และกลิ่นอายของราชสถาน โปโลคลับ ที่อินเดีย ผสมผสานกับแนวคิด Firepit cooking รวมถึงวัฒนธรรมการทำอาหารของชาวรัชสมัยที่หลังจากออกไปทำกิจกรรมการล่าสัตว์กลับมา จะมี
การนำเอาเนื้อสัตว์ที่ได้มาจากการล่า มาปรุงโดยใช้ศิลปะ และฝีมือในทุกแขนง เพื่อให้ได้อาหารจานเลิศ รวมไปถึง การจัดจาน การเสริฟ ซึ่งเป็นการนำเสนออย่างมีศิลปะและวัฒนธรรมที่โดดเด่น เกิดความตรึงตรา ตรึงใจ
เรายินดีต้อนรับสู่ Jharokha ไม่ว่าคุณจะมองหาที่ร้านอาหาร หรือที่สำหรับจัดงานเลี้ยงสำคัญๆ เรามีอาหาร ซึ่งอาหารแต่ละจานมีเรื่องราวที่น่าสนใจ รอให้คุณมาค้นหา

แน่นอนว่าที่นี่มีความต่างจาก Indus อยู่บ้าง ในเรื่องของบรรยากาศ และสไตล์อาหารที่โมเดิร์นขึ้น (จาโรก้า) มาในบรรยากาศของโป โลคลับในแคว้นราชสถานที่มีความ หรูหราด้วยไม้มะฮอกกานี และหนัง รวมถึงรูปวาดของนกยูงที่สื่อถึง

กษัตริย์และอำนาจในอินเดีย สำหรับคำว่า Jharokha มีความหมายว่าหน้าต่าง ที่ต้องการสื่อสารกับคนกินว่าที่นี่เปรียบได้กับหน้าต่างไปสู่โลกของอาหารอินเดีย ส่วนคอนเซปต์ของอาหารนำเสนออินโนเวทีฟของ Kopa เตาถ่านที่ใช้อบอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่ง ในเทคนิคที่นำมาใช้ควบคู่กับเทคนิคดั้งเดิม อย่าง Tandoor ที่สำคัญที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ไก่ออร์แกนิกจากคลองไผ่ใน โคราช เนื้อปูจาสุราษฎร์ธานี และผักผลไม้ที่ปลูกในบ้านเรา โดยมีเชฟ Sanket Hoskote ที่เคยทำงานกับ Carnival by Tresind ร้าน โมเดิร์นอินเดีย ในดูไบ และ Alchemyในบังกาลอร์ อินเดีย ซึ่งไดทำงานร่วมกับตำนานเชฟอย่าง Hari Nayak จนทำให้ร้านนี้กลายเป็นร้านอาหารอินเดียโมเดิร์นที่ดีที่สุดของประเทศ

ยกภาพตัวอย่างของความหมายชื่อร้านคะ

.

ความหมายของชื่อ: Jharokha
JHAROKHA’ – หมายถึง ‘หน้าต่างㆍ ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เป็นหน้าต่างของพระราชวังในราชสมัยราชวงศ์ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะ และมรดกที่มีค่าด้านการออกแบบของอินเดีย
‘JHAROKHA’ หมายถึง ประตูที่ปิดสำหรับให้เข้ามาค้นหาประสบการอาหารอินเดีย เข้ามารับรู้ของรสชาตอาหาร อินเดีย ที่แต่ละจานมีทั้งเรื่องราว และศิลปวัฒนธรรม ซ่อนอยู่ทุกจาน อุปกรณ์ครัวพิเศษที่นำมาใช้:
เช่น เตาย่าง KOPA, เครื่องควบคุมอุณหภูมิ soUsVIDE, เครื่องทำไอศกรีมโฮมเมด ROWZER, เตาถ่าน TANDOOR
เทคนิคการทำอาหาร: การย่าง แนวทางการทำงานแบบยังยืน: การเลือกวัตถุดิบที่มีเลี้ยง หรือเพาะปลูกในประเทศไทย เช่น ไก่ออแกนิคจากฟาร์มคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา, เนื้อปู จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งผักและผลไม้สดต่าง ๆ

.

.

มาที่นี่คุณสามารถเริ่มต้นที่ค็อกเทลที่บาร์ในส่วนต้อนรับ ก่อนมากินอาหารที่ห้องอาหารหลัก

.

.

.

.

.

.

และด้วยความที่ร้านอยู่มุมตึกโลเคชันร้านอยู่ด้านหน้าพอดี JHAROKHA จึงใช้กระจกบานใหญ่รอบห้องอาหาร ทำให้มองออกไปทุกคนจะเห็นวิวสี่แยกราชประสงค์ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็นสวยงามมากคะ เห็นคนเดินไปมาตลอดเวลา

.

ที่ร้านมีห้องส่วนตัวสามารถนั่งได้ 6-7 คนคะ

.

.

มาทำความรู้จักเจ้าของร้าน: คุณสิธ เซกาล คุณสิธ เซกาล เป็นบุคคลสำคัญในวงการงานบริการ และอุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทย เป็นผู้บริหารในหลายธุรกิจ
และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล กูรเม่ ชิสเต็มส์ จำกัด บริหารงานร้านอาหารอินดัส เป็นผู้ก่อตั้งและคณะกรรมการของแบรนด์ GETFRESHอีกด้วยซึ่งเป็นอาหารแนวสุขภาพที่อยู่เปิดอยู่หลายสาขาตามห้างต่างๆมากมายในตอนนีี้
คุณสิธเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดเวอร์ไทซิ่ง แอนด์ มีเดีย คอนซัสแทนต์ จำกัด จบการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และเข้ามาทำงานให้กับธุรกิจของครอบครัวที่ เป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้หลังจากนั้นกลายเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านอาหารและเครื่องดื่ม จนเป็น ผู้ที่มีส่วนสำคัญในวงการอาหารและเครื่องดื่ม มีผู้รู้จักมากมาย
ส่วนตัวคุณสิธบอกเราว่า มีความสนใจในหลายๆ อย่าง เช่น กีฬาโปโล เทนนิส ฟิตเนส หรือแม้แต่การได้ลองทานอาหารชั้น เลิศในที่ต่างๆ การเดินทาง รวมทั้งการทำสมาธิ เพื่อให้เข้าใจเรื่องต่างๆ ของชีวิตอย่างถ่องแท้
คุณสิธเข้ามามีบาทบาทในโครงการ ไอรอนเชฟ ประเทศไทย และเคยมีส่วนร่วมกับโปรเจค 50 ร้านอาหาร ที่ดีที่สุดในโลก และ 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย จึงทำให้เป็นผู้ที่มีความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร
และเครื่องดื่มอีกท่าน ทั้งในประเทศไทย และระดับโลกด้วย

.

คุณสิทธเล่าว่า ส่วนผสมในอาหาร ที่นำเข้ามาจากอินเดีย ช็อคโกแลตพอนดิชเชอร์รี่  เชอร์รี่จากฮิมาแชลเล่ย์  แอมปาพาด พริกแมทธาเนีย พริกไบวานากริ เห็ดมอเรล
ถ้วยชามที่นำเข้ามาจากอินเดีย ถ้วยชามสแตนเลสแบบด้าน ถ้วยชามสีทองเชมเปญ  ถ้วยชามทองแดง ถ้วยชามสีทองด้าน ถ้วยชามเคลือบสีดำด้าน ถ้วยชามเคลือบที่โรสโกลด์
ทางร้านมีวิธีการเลือกวัตถุดิบ พวกเนื้อสัตว์ ผลผลิตจากสัตว์ และเครื่องเทศ ต้องสด ทำให้ได้รสชาตอาหาร และเครื่องเทศอินเดียอย่างแท้จริง นำเข้าเครื่องเทศบางตัวจากอินเดีย เพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริงแบบอินเดีย
คัดเลือกข้าวบาสมาติ แบบพรีเมียม เพื่อให้ได้ความหอม และรสสัมผัส และความอร่อย  ส่งเสริม และสนับสนุนกษตรกรในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผัก หรือผลไม้ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้
ให้กับเกษตรกรโดยตรง วัตถุดิบที่ทำจากนม เช่น เนย, เต้าหู้นม จะใช้นมอินเดียของแท้ในการทำ เครื่องจิ้มและอาจาด ใช้การทำแบบโฮมเมด เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสชาตอาหารแบบพิถีพิถัน และเปิด ประสบการณ์เมื่อได้มานั่งทาน

.

เชฟ Sanket Hoskote ที่เคยทำงานกับ Carnival by Tresind ร้าน โมเดิร์นอินเดีย ในดูไบ และ Alchemyในบังกาลอร์ อินเดีย ซึ่งไดทำงานร่วมกับตำนานเชฟอย่าง Hari Nayak จนทำให้ร้านนี้กลายเป็นร้านอาหารอินเดียโมเดิร์นที่ดีที่สุดของประเทศ

ประวัติส่วนตัว: เซฟสันเขตเป็นผู้หลงใหลในศิลปะการทำอาหารตั้งแต่วัยเด็ก เค้าได้กลิ่นหอมของอาหารที่คุณยาย
ทำให้ มันกลายความรักและหลงใหล จนทำให้เข้าไปศึกษาจนได้รับปริญญาบัณฑิต สาขาการจัดการโรงแรม จาก
สถาบัน เHM – ชินไน ประเทศอินเดีย
เชฟสันเขตได้ร่วมทำงานที่ Carnival by Tresind หนึ่งร้านอาหารอินเดียที่มีชื่อเสียงอย่างมากในดูไบ ทำ
ให้เขาได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ ที่ได้รับการถ่ายทอดเชฟ Himanshu Saini
ต่อมาการเดินทางต่อกับการเป็นเชฟร้านอาหารอินเดีย ที่บังกาลอร์ เค้าเป็นหัวหน้าทีม ภายใต้การฝึกฝนของเชฟฮา
รี่ นายัค จนทำให้ได้รับรางวัล ร้านอาหารที่ดีที่สุดในบังกาลอร์ ประเภทร้านอาหารอินเดียแนวใหม่
ปัจจุบัน เชฟสันเขตเป็น Executive Chef ที่ร้าน Jharokha by indus เค้าได้นำความเชี่ยวชาญในการปรุง
อาหารแบบตะวันตกและการปรุงอาหารอินเดียที่ทันสมัยมารวมไว้ด้วยกันที่นี่

.

.

.

.

.

เป็น 4-5 เมนูที่เราโปรดปรานมาก

Mango lassi , Royal bloom , Earl love yuzu,   Royal raj Old fashion

เมนูอาหารแนะนำ:หน้าร้านเผื่อใครมือใหม่เพิ่งเคยทานอาหารอินเดียครั้งแรกมีประมาณ 9 อย่าง
Bhuna Kalei ตับไก่ผลมบิสกิตถั่ว เสริฟบนคุ้กกี้กุหลาบ
Bheja Pav สมองแพงผสมเครื่องเทศผัด เสริฟบนขนมปังปิ้งแบบนุ่มๆ
Himalayan Gucchi and Khumb เห็ดรวมย่าง
Batak seek kebab เนื้อเป็ดสับหมักซอสสัปปะรด เสียบไม้ย่าง
Charcoal fsh ปลากะพงทั้งตัว หมักเครื่องเทศย่าง
Shikari Maas ke sule ขาแพะหมักเครื่องเทศย่าง
Sigdiwala Murgh ไก่ทั้งตัวหมักเครื่องเทศย่าง
wagyu Rib eye เนื้อวากิวจากออสเตรเลีย หมักเครื่องเทศ ย่างจนนุ่ม
Champaran Gosht ขาแพะเคี่ยวด้วยไฟอ่อน 6 ชั่วโมงด้วยเครื่องเทศต่างๆ ในหม้อดิน
Kofta saag เกี๊ยวผัก เสริฟกับซุปผักโขม
Nawabi Jhinga masala กุ้งลายเสือปรุงกับพริกเหลือและซอสมะเขือเทศแบบเผ็ด

Amuse bouche ตัวwelcomeจานแรกคะ

CHUTNEYS SET
(Served with Crispy Lotus Root, Warm Butter Naan and Crudite)

เริ่มจาก Chutneys Set สำรับเครื่องจิ้มสไตล์อินเดียที่เลือกดิปได้ระหว่าง  5 รสชาติ เราชอบแป้งนานชิ้นเล็กๆน่ารักมาก

SESAME LEAF CHAAT
(Mint, Mango, Roasted Tomato)

HIMALAYAN GUCCHI AND KHUMB
(Stuffed Morel, King Oyster Mushrooms, Yakhni)

เห็ดมอเรลยัดไส้ซอสสไตล์ตะวันออกกลาง

BHEJA PAV
(Goat Brain, Crispy Potato)

โทสต์สมองแพะโรยมันฝรั่งกรอบ อันนี้ใครที่ไม่กล้าทานเราแนะนำกต้องชิม รับรองอร่อยจนลืมชื่อสมองแพะไปเลยนะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย อร่อยจริงๆ

BHUNA KALEJI
(Rose Cookie, Chicken Liver, Nut Crumble)

คุ๊กกี้กุหลาบไส้ปาเต้ตับไก่เราว่าอร่อยดีเมนูนี้

เป็ดย่างราดซอสสัปปะรด

DUCK SEEKH KEBAB
(Skewered Ground Duck, Pineapple Chutney)

ไก่ย่างเตาถ่านเสริฟพร้อมสาลีดองทานคู่กับสลัดผักกับซอสมิ้น

BHUNA KALEJI
(Rose Cookie, Chicken Liver, Nut Crumble)

MURGH MAKHANI
(Slow Cooked Goat in a Claypot, Garlic, Mustard Oil) แกงไก่

มาต่อที่เมนูแกงอินเดียกันบ้างค่ะ แกงไก่ เป็นแกงอินเดียที่รสชาติจัดจ้าน ชูกลิ่นเครื่องเทศได้ดีมากจริงๆ ใครชอบกลิ่นเครื่องเทศหนักต้องลองเมนูนี้เลยค่ะ หน้าตาของแกงไก่ทิกก้ามาซาล่าที่เป็นเอกลักษณ์เลยก็คือ น้ำแกงสีแดง จนสามารถเรียกว่าแกงกะหรี่ไก่แดงก็ได้ ด้วยส่วนผสมของเครื่องเทศหลากหลายชนิด ทำให้มีรสชาติเผ็ดร้อน นิยมทานคู่กับข้าวอินเดีย หรือทานคู่แป้งนานค่ะ

CHAMPARAN GOSHT
(Slow Cooked Goat in a Claypot, Garlic, Mustard Oil)

MEWAR MALAI BIRYANI
(Aromatic Saffron Rice, Cream, Biryani Masala)

มาถึงอีกหนึ่งอาหารอินเดียที่เราคุ้นตากันค่ะ ตือแป้งนาน แผ่นแป้งสีขาวที่มีลักษณะคล้ายกับโรตีในบ้านเราแหละค่ะ แต่รสชาติไม่เหมือนกันค่ะ เพราะแป้งนานจะหนาและเหนียวกว่าโรตีเล็กน้อย และถูกทำให้สุกด้วยการนำไปย่างบนกระทะแบนๆ ทำให้มีรอยไหม้หอมๆ เล็กน้อย วิธีทานคือใช้มือฉีก แล้วจิ้มทานคู่กับแกงชนิดต่างๆ ได้เลย ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันอาหารไทย ก็คงจะเป็นข้าวสาวที่ทานคู่กับแกงร้อนๆ นั่นเองค่ะ ซึ่งตัวแป้งนาน มีให้เลือกหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น รสดั้งเดิม, กระเทียม, ชีส ,หรือหัวหอม และอีกมากมาย เราสามารถเลือกให้เข้ากับแกงอินเดียต่างๆ ได้ค่ะ ส่วนตัวเราชอบนานค่ะ ให้ 100 คะแนนเต็มสำหรับนานที่นี่

มาต่อด้วยของหวานกันคะ Dessert

KESAR FALOODA
(Rose Flavoured Indian Ice Cream, Saffron Milk, Basil Seeds, Glass Noodles)

GHEWAR

(Banana Kheer, Strawberry jam)

PONDI “CHERRY”
Pondicherry Chocolate, Himachal Cherries

Pondi “Cherry” ที่ใช้ช็อกโกแลตจากเมือง Pondicherry มากินกับ Himachai Cherries เชอร์รีจากอินเดีย

สุดท้ายนี้ถ้าใครชอบอาหารของ ร้านIndus เราเชื่อว่าต้องชอบ Jharokha by Indus เพราะกินง่ายขึ้นอีกสำหรับคนที่อาจจะไม่ชอบกลิ่นรสเครื่องเทศแบบดั้งเดิม

Jharokha by Indus เฌอโรก้า บาย อินดัส
ที่ตั้ง: เลขที่ 494 อาคารเอราวัน บางกอก ชั้น 2, ถนนเพลินจิต, แขวงลุมพินี, เขตปทุมวัน, กรุงเทพฯ 10330 (รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีชิดลม ทางออกหมายเลข 1)

อีเมลล์: info@jharokhabyindus.com
โซเชียลมีเดีย: Facebook_@jharokha

For reservations: https://buff.ly/4aVDikL

Tel.082-997-3399

Erawan Bangkok, Fl.2

Open Daily, 11:30 – 22:30

https://maps.app.goo.gl/cF5mBUSa14Q5pheh9?g_st=ic

#jharokhabyindus #jharokhabkk