
การให้ความสำคัญกับการลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีจึงไม่ควรละเลย เพราะการเตรียมและจัดรายการลดหย่อนภาษีล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถประหยัดภาษีได้มากขึ้น เหลือเงินไปใช้ประโยชน์หรือหาความสุขให้กับตนเองและครอบครัว สำหรับสิทธิลดหย่อนภาษี 2567 เราได้อัปเดตและสรุปมาให้แล้วทุกรายการที่ควรรู้ ครบจบในบทความนี้
การลดหย่อนภาษี 2567 สิทธิสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองข้าม
หากพูดถึงการลดหย่อนภาษี เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะด้วยหน้าที่ที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้ทุกปีหลายคนอาจจะยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ หรือมองข้ามประโยชน์ของค่าลดหย่อนภาษีไป ซึ่งต้องบอกเลยว่า อาจจะกลายเป็นข้อผิดพลาดในการวางแผนภาษีในแต่ละปีโดยไม่รู้ตัว
การคำนวณเงินได้สุทธิแบบง่าย ๆ มีสูตรดังนี้
เงินได้สุทธิ = (รายได้รวมต่อปี – ค่าใช้จ่าย) – ค่าลดหย่อน
“เงินได้สุทธิ” คือจำนวนเงินที่นำมาคำนวณภาษี หากมีค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาช่วยหักออกจากรายได้ ก็จะช่วยให้สามารถประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีลงได้มากขึ้น ดังนั้นการวางแผนภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อให้สามารถประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีได้มากที่สุด
สิ่งที่ควรรู้อันดับแรกก็คือ รายการใดบ้างที่ใช้ในการลดหย่อนภาษี 2567 ได้ และรายจ่ายใดบ้างที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถนำมาหักลดหย่อนจากรายได้ในแต่ละปีได้

สรุปรายการลดหย่อนภาษี 2567 อัปเดตล่าสุด
รายการลดหย่อนภาษีปี 2567 ตามที่กฎหมายกำหนดให้สามารถใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้
1. สิทธิลดหย่อนส่วนตัว และครอบครัว
- สิทธิลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้
ผู้มีเงินได้ทุกคน สามารถใช้สิทธิลดหย่อนค่าใช้จ่ายสำหรับตนเองได้จำนวน 60,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของการลดหย่อนภาษีที่ทุกคนได้รับ - สิทธิลดหย่อนสำหรับคู่สมรส
คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ สามารถลดหย่อนได้อีก 60,000 บาท แต่กรณีที่คู่สมรสเป็นผู้มีเงินได้ สามารถเลือกยื่นภาษีแยกหรือรวมกันได้ - สิทธิลดหย่อนสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย
บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนเอง หรือคู่สมรส จะได้รับสิทธิลดหย่อนคนละ 30,000 บาท กรณีบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท โดยบุตรแต่ละคนจะต้องมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท และต้องมีอายุไม่ถึง 20 ปี
หรือหากอายุไม่เกิน 25 ปี แต่ยังศึกษาอยู่ระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรีขึ้นไป รวมถึงหลักสูตรเนติบัณฑิต หรือเป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ก็สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
- สิทธิลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรม
บุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำมาลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สูงสุดได้ไม่เกิน 3 คน และบุตรบุญธรรมต้องมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท
ทั้งนี้หากผู้มีเงินได้มีบุตรชอบด้วยกฎหมายด้วย จะต้องใช้สิทธิลดหย่อนส่วนนี้ก่อน หากใช้ครบ 3 คนแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหล่อนของบุตรบุญธรรมได้อีก
- ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร
สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์ หากเป็นการตั้งครรภ์แฝด จะนับเป็น 1 การตั้งครรภ์เท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารมาแสดง คือใบรับรองแพทย์ที่แสดงความเห็นว่ามีภาวะตั้งครรภ์ และใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่ได้จ่ายให้สถานพยาบาล ใช้สิทธิได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน - สิทธิลดหย่อนสำหรับอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
บิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท สามารถนำมาลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท รวมถึงบิดามารดาของคู่สมรส สามารถมาหักลดหย่อนได้ด้วย สูงสุดคือ 4 คน
ทั้งนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ หากในครอบครัวมีบุตรหลายคนที่อุปการะบิดาหรือมารดา บุตรแต่ละคนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนบิดา มารดาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้ซ้ำซ้อนได้ และต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ล.ย.03) ส่วนบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิหักลดหย่อนในส่วนนี้
- สิทธิลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
สิทธิลดหย่อนนี้สามารถใช้สิทธิได้ทั้งบิดามารดาของตนเอง และคู่สมรส โดยจะได้สิทธิลดหย่อนตามจริง แต่เมื่อนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพรวมกัน ทั้งของบิดาและมารดาต้องไม่เกิน 15,000 บาท โดยบิดา มารดาจะต้องมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท และบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษีในส่วนนี้เช่นกัน - สิทธิลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตและประกันชีวิตแบบบำนาญของคู่สมรส
หากในปีภาษีนั้น ๆ คู่สมรสไม่มีรายได้ สามารถนำเบี้ยประกันของคู่สมรสมาลดหย่อนภาษีได้สูงสูด 10,000 บาท - สิทธิลดหย่อนสำหรับอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ หรือคนทุพพลภาพ
หากผู้มีเงินได้อุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน โดยคนพิการ/ทุพพลภาพนั้น มีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท มีบัตรประจำตัวผู้พิการ และผู้มีเงินได้มีหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะจะได้รับสิทธิลดหย่อน 60,000 บาท
กรณีผู้พิการ/ทุพพลภาพ เป็นบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะได้รับสิทธิลดหย่อนทั้ง 2 ส่วน และได้รับสิทธิทุกคนโดยไม่จำกัด แต่หากไม่ได้มีความสัมพันธ์นี้กับผู้มีเงินได้ จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น
2. สิทธิลดหย่อนจากการออม การลงทุน และประกันชีวิต
การลดหย่อนภาษี 2567 มีหลายตัวเลือกสำหรับบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือการทำประกันชีวิต ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในอนาคต โดยในปีนี้ เรามีข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจมาให้ดูกัน
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สามารถแบ่งได้ตามมาตรา คือ- มาตรา 33 หักได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท (พนักงาน)
- มาตรา 39 หักได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,184 บาท
- มาตรา 40 หักได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 840 (ทางเลือกที่ 1), 1,200 (ทางเลือกที่ 2) และ 3,600 (ทางเลือกที่ 3)
- เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ สำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ เมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท - เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระเท่านั้น สามารถหักได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท เมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท - เบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันแบบสะสมทรัพย์
สามารถลดหย่อนตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นประกันชีวิตที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น และกรมธรรม์ต้องมีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป โดยหากมีผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปี (ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์) ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี - เบี้ยประกันสุขภาพ
สามารถลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันแบบสะสมทรัพย์แล้ว จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท - เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
สามารถลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และต้องเป็นประกันชีวิตที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น และกรมธรรม์ต้องมีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ทั้งนี้กรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่ได้ทำประกันชีวิตแบบทั่วไป จะสามารถนำเบี้ยประกันแบบบำนาญไปหักลดหย่อนในส่วนนี้ได้ก่อน หรือหากใช้เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนไปแล้ว แต่ยังไม่เกิน 100,000 บาท ก็สามารถนำเบี้ยประกันแบบบำนาญไปหักให้เต็มจำนวน 100,000 บาทได้ก่อน ส่วนที่เหลือจะสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มอีกสูงสุด 15% ของรายได้
- เงินลงทุนธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ต้องลงทุนในธุรกิจ หรือลงทุนในหุ้นของธุรกิจที่ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ซึ่งหากเป็นการลงทุนในหุ้น จะต้องถือหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ๆ จนกว่าจะเลิกกิจการ - ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
การลงทุนในกองทุน RMF ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้ และต้องไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท - ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
การลงทุนในกองทุน SSF ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้** และสุงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
**อัปเดตข้อมูลเดือนมีนาคม 2567 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้จนถึงปี 2567
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
การลงทุนในกองทุน Thai ESG ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569 สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้ และสูงสุดต้องไม่เกิน 300,000 บาท
*กองทุนเพื่อการเกษียณอายุ หมายถึง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
3. สิทธิลดหย่อนจากมาตรการรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องมีหนังสือรับรองตามแบบที่อธิบดีกำหนด - โครงการ Easy e-Receipt
ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2567 สามารถนำใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงรวม VAT แต่สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท และจะต้องเป็นสินค้าที่มีใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ตามระบบของกรมสรรพากรเท่านั้น - เที่ยวเมืองรอง
มาตรการลดหย่อนภาษีปี 2567 เที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด สามารถนำค่าที่พักที่จ่ายจริง มาลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)
4. ลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2567
- เงินบริจาคทั่วไป
สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน - เงินบริจาคลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
เงินบริจาคให้สถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน กีฬา สถานพยาบาลของรัฐ และเงินบริจาคพิเศษผ่าน e-Donation สามารถนำมายื่นลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน - เงินบริจาคพรรคการเมือง
สามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยจะต้องมีเอกสารมาแสดง คือใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอื่นใดที่พิสูจน์ได้ถึงการบริจาคให้พรรคการเมืองดังกล่าว

ต่อยอดเงินคืนภาษี ได้ประโยชน์อีกต่อเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี 2567
หลังจากทราบแนวทางการวางแผนลดหย่อนภาษี 2567 กันไปแล้ว คงพอจะทำให้คนทำงานหลาย ๆ คนตระหนักได้ถึงความสำคัญของสิทธิในการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี การซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ การบริจาค หรือจะเป็นการใช้สิทธิซื้อสินค้าและบริการแล้วเก็บ e-Tax Invoice เพื่อลดหย่อนภาษี ก็สามารถช่วยให้ได้รับเงินภาษีคืนเพิ่มมากขึ้น คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราควรนำเงินภาษีที่ได้รับคืนนั้นมาทำอะไรดี
ต้องบอกเลยว่าเงินคืนภาษีเปรียบเสมือนเงินก้อนพิเศษที่ได้จากการวางแผนภาษีที่ดี เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้รับเงินภาษีคืน ขึ้นอยู่กับการวางแผนภาษีของแต่ละคนนั่นเอง ดังนั้นเงินก้อนนี้จะต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาที่รอคอย ซึ่งการวางแผนการลงทุนเงินคืนภาษีอย่างรอบคอบจะช่วยให้เงินก้อนนี้นำลงทุนต่อยอดให้เงินงอกเงย ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างมาก
ลงทุน RMF, SSF และ Thai ESG เพื่อลดหย่อนภาษี 2567 พร้อมโอกาสสร้างกำไร
การลงทุนที่น่าสนใจและเหมาะกับการนำเงินคืนภาษีมาลงทุนสร้างผลกำไรต่อยอดให้งอกเงยก็คือ การเลือกลงทุนในกองทุน RMF, กองทุน SSF และกองทุน Thai ESG เพราะนอกเหนือจากโอกาสในการสร้างกำไรจากการลงทุนแล้ว กองทุนเหล่านี้ยังให้ประโยชน์และยังสามารถช่วยลดหย่อนภาษี 2567 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าลงทุนครั้งเดียว ได้ประโยชน์ทางภาษีหลายเด้ง
ข้อดีของการนำเงินคืนภาษีไปลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในปีต่อ ๆ ไป และยังเป็นการต่อยอดเงินที่ได้รับมาให้เพิ่มพูนขึ้นได้ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเลือกลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีกองใด ก็ควรที่จะศึกษาเงื่อนไขของแต่ละกองทุนให้ละเอียด ตรวจสอบดูให้แน่ใจว่ามีความเสี่ยงตรงกับที่ตนเองสามารถยอมรับได้หรือไม่ และผลตอบแทนใกล้เคียงกับความคาดหวังหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่า ได้เลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเหมาะสมกับตนเองแล้วจริง ๆ
เมื่อทางเลือกการลดหย่อนภาษี 2567 มีมากมาย ผู้มีเงินได้ทุกท่านสามารถเลือกได้ว่าจะวางแผนภาษีของตนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนใครที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ ไม่สันทัดกับการวางแผนภาษี และอยากวางแผนลดหย่อนภาษี 2567 แบบเต็มแม็กซ์ สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ที่ช่องทางฮอตไลน์ 02-296-5959 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 น. – 17.00 น. หรือฝากข้อมูลให้ที่ ปรึกษาวางแผนภาษี ติดต่อกลับก็ได้เช่นกัน


More Stories
เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ “ETTH26” ฮอต นักลงทุนแห่จองซื้อหุ้นคึกคัก ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 412.5 ลบ.
สสว. โชว์ผลงาน “SME ปัง ตังได้คืน” ผ่านระบบ BDS หนุนผู้ประกอบการกว่า 22,000 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดัน SME เพิ่ม 3,000 ราย
Webull เปิดให้เทรด “หุ้นไทย” ได้แล้ววันนี้… พร้อมมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษถึง 2 ต่อ เพื่อนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ