September 3, 2026

www.thainewsbiz.com

ครบธุรกิจ บันเทิง ท่องเที่ยว แลไลฟ์สไตล์

เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อ

เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่ เสี่ยงป่วยจิตเวชเฉียบพลันพุ่ง หลังเจอข้อมูลสุดอึ้งวัยแรงงานที่หลงเสพกว่าครึ่งเสี่ยงป่วยจิตเวช  แนะ 4 วิธีรับมือ รู้เท่าทัน –หยุดปฏิสัมพันธ์-เก็บหลักฐาน-ส่งต่อขอความช่วยเหลือ  ดึงภาคประชาชนร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว  และสถาบันวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีวิชาการ และสื่อสาธารณะ “เจาะตลาดมืดโลกออนไลน์ เพื่อการรู้เท่าทัน และการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด”

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย เพราะมีการเชื่อมโยงกันของผู้ซื้อกับผู้ขายผ่านทางโซเชียลมีเดียรูปแบบต่างๆ มีการโฆษณา ชักชวน ซื้อขาย หรือสร้างค่านิยมเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เข้าถึงตลาดมืดนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยความที่มีการปรับเปลี่ยนเร็ว มีการใช้ภาษา รหัส สัญลักษณ์ หรือวิธีการสื่อสารที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบ รวมถึงการสร้างเนื้อหาที่ทำให้สารเสพติดบางชนิดดูเป็นเรื่องธรรมดา หรือถูกทำให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ความสนุก และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการจัดการปัญหายาเสพติดในยุคดิจิทัลต้องทำควบคู่กันทั้งการเฝ้าระวัง การพัฒนาองค์ความรู้ การรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคเทคโนโลยี และประชาชน

“สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางความคิดและรู้เท่าทันความเสี่ยง สามารถแยกแยะข้อมูล เข้าใจกลยุทธ์ของตลาด และรู้ว่าพฤติกรรมหรือเนื้อหาใดบนโลกออนไลน์กำลังนำไปสู่ความเสี่ยง รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสได้อย่างเหมาะสม” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัยหน่วยวิจัยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์การตลาดและการขายยาเสพติดบนอินเทอร์เน็ต ปี 2569 พบว่ากำลังเปลี่ยนจากการขายรายย่อยไปสู่ระบบนิเวศการตลาดดิจิทัลผิดกฎหมาย ที่มีโครงสร้างคล้ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่สร้างหน้าร้าน หาลูกค้า สร้างความน่าเชื่อถือ ปิดการขาย ชำระเงิน จัดส่ง และรักษาฐานลูกค้า โดยรูปแบบคือมีการขายหรือเปิดหน้าร้านผ่าน X มากสุด 73.1% ไลน์ 12.1% และเฟซบุ๊ก 8.3% โดยเจรจาและปิดการขายผ่านไลน์ และเทเลแกรม ที่น่าสนใจคือมีการใช้คำสแลง อีโมจิ ตัวอักษรดัดแปลง และรหัสเฉพาะกลุ่มเพื่อแทนชื่อยาเสพติด ทำให้คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นข้อความขยะ จากนั้นมีการจัดส่งผ่านไรเดอร์และเก็บเงินปลายทาง

นอกจากนี้ หน่วยวิจัยฯ ยังเฝ้าระวังพอตสารเสพติด ซึ่งพบว่านอกจากนำสารออกฤทธิ์มาซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าแล้วยังพบ ยาสลบ และยาไอซ์ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงได้รับอันตรายจากการไม่ทราบชนิด และปริมาณสารอันตราย รวมถึงพบว่ามีการขายพ่วงยาเสพติด ยาอันตรายต้องห้าม ตลอดจนยารักษาโรค ยิ่งกลายเป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปิดโพสต์เหล่านี้ รวมถึงจัดการระบบนิเวศ โดยพัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time เชื่อมข้อมูลระหว่างสาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างความรอบรู้ด้านยาให้ประชาชนรู้เท่าทันกลยุทธ์ผู้ค้ายาเสพติดในรูปแบบต่างๆ

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ยาเสพติดกระทบทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ยิ่งปัจจุบันปัญหามีซับซ้อนและน่ากลัวมาก เด็กเยาวชนวัย 15-19 ปี เสี่ยงเป็นจิตเวชเฉียบพลันจากการใช้ยาเสพติด และสารสังเคราะห์ชนิดใหม่ในรูปแบบการเสพแบบผสมผสาน และมีข้อมูลว่าคนอายุ 20-34 ปีกว่า 50-55% ที่มีแนวโน้มเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติด ดังนั้นกรณีมีการขายผ่านออนไลน์ จะทำให้คนไทยเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน เพราะซื้อง่าย สะดวก ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การควบคุมตลาดยาเสพติดทั้งแบบออนไลน์ และออนไซต์ แต่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีนโยบายป้องกันปัญหายาเสพติดที่ชัดเจน เป็นระบบและให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลอดภัย สร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อการเรียนรู้ และการปรับตัวของเด็กเยาวชน ต้องใช้กลไกคนในชุมชนช่วยกันปกป้องผู้เสพรายใหม่  รวมถึงให้มีการตรวจสอบสแกนพัสดุที่จัดส่ง

รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า การสร้างทักษะรู้เท่าทันความเสี่ยงดิจิทัลให้ประชาชนสามารถอ่านสถานการณ์ความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ออก และรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร อย่างปลอดภัย มี 4 ข้อ ที่ทำได้ทันทีและปลอดภัย คือ 1. การรู้ทันสัญญาณ คือ สังเกตการชักชวนที่ผิดปกติ และการพยายามย้ายออกไปพื้นที่ส่วนตัว 2. การหยุดปฏิสัมพันธ์ ไม่ทัก ไม่เปิดราคา ไม่ซื้อเพื่อพิสูจน์ ไม่สืบสวนเอง 3. การเก็บหลักฐาน เช่น แคปหน้าจอ หรือ Link ที่มีการส่งมาเท่าที่จะทำได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และ 4. ส่งต่อ รายงานเรื่องที่พบเจอผ่านแพลตฟอร์มและแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386

​รศ.ดร.นิษฐา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ครอบครัวและสถานศึกษาจะต้องช่วยกันดูแล  เมื่อเด็กเยาวชน มาแจ้งข้อความหรือมาปรึกษา ต้องรับฟังอย่างเปิดใจไม่ใช่มุ่งจับผิด สร้างบรรยากาศให้เด็กกล้าเล่า รวมถึงจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์จำลองเพื่อเป็นการฝึกการตัดสินใจ และรู้เท่าทันโลกดิจิทัล ขณะที่การสื่อสารของสื่อมวลชนก็สำคัญ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารควรเน้นเรื่องสัญญาณความเสี่ยง และการเฝ้าระวังมากกว่านำเสนอช่องทางการเข้าถึง  ไม่ว่าจะเป็น QR Code Barcode ชื่อบัญชีตลอดจนขั้นตอนการซื้อขายโดยละเอียด เป็นต้น

You may have missed